ผลการศึกษาฉบับใหม่ของ Qualtrics ระบุว่า คนทำงานมากกว่า 60% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงรู้สึกไม่สะดวกที่จะกลับไปทำงานในที่ทำงาน


ผลการศึกษาทางธุรกิจเรื่อง “การกลับไปทำงานในที่ทำงาน” ซึ่งเป็นผลการศึกษาของคนทำงานในประเทศไทยและมาเลเซีย เกี่ยวกับความมั่นใจในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม

ผลการศึกษาฉบับใหม่ของ Qualtrics ระบุว่า คนทำงานมากกว่า 60% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงรู้สึกไม่สะดวกที่จะกลับไปทำงานในที่ทำงาน

กรุงเทพ, 16 มิถุนายน 2563 – ควอทริคซ์ (Qualtrics) ผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้าและผู้สร้างการจัดการประสบการณ์ ประกาศผลการศึกษาเรื่อง “การกลับไปทำงานในที่ทำงาน” (Return to Work & Back to Business Study) ” ซึ่งเป็นผลการศึกษากับกลุ่มคนทำงานในอายุต่างๆ กัน นับตั้งแต่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ถึงยุคเจนซี ในประเทศไทย และมาเลเซีย รู้สึกไม่สะดวกใจที่จะกลับไปทำงานในที่ทำงาน

มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 509 คน จาก 2 ประเทศ โดยเป็นคนไทย 150 คน ในหัวข้อเกี่ยวกับความมั่นใจในการกลับไปทำงานในที่ทำงาน หรือออกไปใช้ชีวิตในสังคมเหมือนเดิม และปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะทำ

คนทำงานจำนวน 62% คาดหวังว่าจะกลับไปที่ทำงานในเดือนกรกฎาคม และมากกว่าครึ่งหนึ่ง (58%) กล่าวว่า ต้องมีการรักษาโรคให้หาย หรือวัคซีน ออกมาก่อน พวกเขาจึงรู้สึกสบายใจที่จะกลับไปที่ทำงาน

นายเหมา เจน ฟู ประธานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Qualtrics กล่าวว่า “สืบเนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์เริ่มผ่อนคลาย เราจึงเห็นธุรกิจและสถานที่ทำงานต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดเป็นปกติ แต่ทว่านายจ้างและองค์กรธุรกิจต่างๆ ควรตระหนักว่า พนักงาน หรือลูกค้า อาจจะยังไม่พร้อมที่จะกลับมาใช้ชีวิตในรูปแบบเหมือนเดิม”

นายเหมา กล่าวเสริมว่า “มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งในประเทศไทยและมาเลเซียรู้สึกยังไม่สะดวกที่จะกลับไปที่ทำงาน องค์กรและรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมและทัศนคติของพนักงานและลูกค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น องค์กรต้องช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นใจในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปยังเฟสต่อไปของ “ภาวะปกติแบบใหม่” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่องค์กรธุรกิจต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกว่าพนักงานและลูกค้ามีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด ในแต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน เพื่อผลักดันสิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในแต่ละขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม และเรามีเครื่องมือ เช่น Qualtrics Return to Work Pulse เป็นเครื่องมือที่สร้างความแตกต่างในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้”

ผลการสำรวจ การกลับไปทำงานในที่ทำงาน

ผลการศึกษาพบว่า พนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการให้องค์กรมีแนวทางปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัย ดังต่อไปนี้

  • 83% ของคนทำงานต้องการให้เพื่อนร่วมงานทุกคนใส่หน้ากากอนามัย
  • 82% ต้องการเจลล้างมืออนามัยและสิ่งทำความสะอาดวางกระจายอยู่ทั่วออฟฟิศ
  • 67% ยังคงต้องการให้มีการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing)
  • 63% ต้องการให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิ
  • 62% ต้องการให้ออกนโยบายไม่สนับสนุนให้มีการจับมือหรือกอดทักทายในที่ทำงาน

ทันที่ที่กลับไปที่ทำงาน พนักงานกล่าวว่า พวกเขาจะรู้สึกสบายใจหากว่าบริษัทออกมาตรการต่างๆ เหล่านี้ เพื่อปกป้องพวกเขา และเพื่อนร่วมงานทุกคน

  • 96% กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะจำกัดจำนวนคนในการเข้าประชุม
  • 98% กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่พนักงานทุกคนจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย
  • 96% กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรควรอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้ หากพวกเขารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
  • 97% กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้ามายังอาคาร
  • 97% กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีนโยบายรักษาระยะห่างทางสังคมในที่ทำงาน

ผลการศึกษา – การกลับสู่ธุรกิจ

แม้ว่ากฎเกณฑ์เริ่มผ่อนคลายลง แต่ทว่าคนยังรู้สึกไม่มั่นใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และ 32% คิดว่า “จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม”

การแสดงคอนเสิร์ตและกีฬา: ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจที่จะดูกีฬาสดที่สนาม (73%) และการแสดงคอนเสิร์ต (71%) คนจำนวน 1 ใน 4 (25%) ที่ดูกีฬาเป็นประจำ กล่าวว่า พวกเขาไม่น่าจะดูกีฬาที่สนามในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ แม้ว่าจะมีการผ่อนผันก็ตาม นอกจากนี้ คนเกือบครึ่ง (48%) กล่าวว่า พวกเขาไม่น่าจะเข้าดูการแข่งขันกีฬาที่สนามจนกว่าจะถึงมกราคม ปีหน้า ในขณะที่คน 59% กล่าวว่า พวกเขาจะไม่ไปดูการแสดงคอนเสิร์ตจนกว่าจะมกราคมปีหน้าเช่นกัน

ร้านอาหารและช้อปปิ้ง: คน 60% กล่าวว่า ยังรู้สึกไม่สบายใจที่จะไปร้านอาหาร ในขณะที่อีก 36% รู้สึกแบบเดียวกัน คือ ไม่อยากไปช็อปปิ้ง เมื่อห้างร้านเปิดกิจการแล้ว ไม่มีการรับประกันว่าคนจะกลับมาเดินเที่ยวเหมือนเดิม

แม้ว่าสาธารณสุขจะประกาศว่าปลอดภัย และการรักษาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสพร้อมแล้ว ผู้คนยังคงต้องการที่จะเห็นมาตรการต่างๆ ก่อนที่จะออกไปทานอาหารนอกบ้าน

  • 12% ต้องการให้โต๊ะแยกห่างกันเพื่อความปลอดภัย
  • 12% ต้องการให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม
  • 12% ต้องการให้บริกรและพนักงานในร้านอาหารใส่ถุงมือและหน้ากาก
  • 11% ต้องการให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิ ก่อนเข้าร้านอาหาร

สายการบิน และการเดินทางโดยรถสาธารณะ: ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 67 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้บริการรถสาธารณะ และ 73 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้บริการสายการบิน

นายเหมา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกยังไม่พร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม นั่นหมายความว่า ในขณะที่มาตรการต่างๆ ได้รับการผ่อนผัน และองค์กรธุรกิจเปิดทำการอีกครั้งในช่วงสัปดาห์นี้และเดือนนี้ ดังนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่องค์กรธุรกิจควรเข้าใจถึงความรู้สึกของลูกค้า ผู้ใช้บริการ หรือพนักงาน ซึ่งต้องการเห็นมาตรการในการรักษาความปลอดภัย นำมาใช้ในองค์กรและการให้บริการ ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าโดยตรง และช่องทางดิจิทัล ทำให้องค์กรสามารถดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจ ให้กับทุกคน ทั้งนี้ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างดีที่สุด”

นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Qualtrics ได้เปิดตัวโซลูชั่นต่างๆ ให้ใช้งานฟรี 13 โซลูชั่น เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ มีข้อมูลเชิงลึกตามที่แต่ละองค์กรต้องการเพื่อดำเนินการด้านต่างๆ โดยโซลูชั่นล่าสุด 4 โซลูชั่น เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ในการให้พนักงานกลับมาทำงานในที่ทำงาน และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการกลับมาใช้บริการ โซลูชั่นเหล่านี้พร้อมให้ใช้งานแล้วที่เว็บไซต์

qualtrics.com/back-to-business-employee และ qualtrics.com/back-to-business-customer

โซลูชั่นส์ที่ให้บริการฟรีเหล่านี้รองรับการใช้งานมากกว่า 31,000 โครงการ จากองค์กรต่างๆ มากกว่า 8,500 แห่งทั่วโลก

ผลการศึกษาครั้งนี้ จัดทำโดยใช้แพลตฟอร์ม Qualtrics CoreXM™ แพลตฟอร์มชั้นนำในอุตสาหกรรม ที่องค์กรต่างๆ สามารถจัดการและนำไปปฏิบัติการจากข้อมูลเชิงประสบการณ์ (X-data) ที่เก็บเกี่ยวข้อมูลจากความคิด ความรู้สึก และเจตนารมณ์