ในโลกอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยพัฒนาก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโดย Artificial Intelligence: AI เป็นเครื่องมือการจัดการและอำนวยความสะดวก ทำให้ระบบการซัพพลายเชน การขนส่งทุกทางสะดวกและง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องขับเคลื่อนการค้าและเพิ่มมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจไทย ยกระดับการขนส่งสินค้าและการส่งออกของไทยให้แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับความท้าทายจากในและนอกประเทศในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) ร่วมกับอาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ (RX Tradex) จัดงานแถลงข่าว งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ พ.ศ. 2568 (TILOG – LOGISTIX 2025) “โลจิสติกส์ไทย พิชิตทุกสิ่งท้าทายด้วยความแข็งแกร่งแห่งซัพพลายเชน” โดยมีผู้บริหารขึ้นเวทีร่วมบรรยาย ดังนี้ สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณัฐภูมิ เปาวรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และ วราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ โดยมีผู้ทรงเกียรติและสื่อมวลชนหลายสำนักเข้าร่วมรับฟังการบรรยายภายในงาน
สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน หากมองในภาพรวมจะเห็นว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ใน ค.ศ. 2024 ที่ผ่านมา ตลาดโลจิสติกส์ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย ร้อยละ 3.97 ต่อปี ในอนาคตคาดว่าจะมีการเติบโต 3.98 % กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานเกี่ยวกับโลจิสติกส์และมีการจัดงานต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 8
โลจิสติกส์ได้รับแรงผลักดันจากเทคโนโลยีการจัดการคลังสินค้า การโหลดสินค้า การบรรจุและลำเลียงสินค้า โลจิสติกส์ไอที IoT หุ่นยนต์ AI อี-โลจิสติกส์ และการให้บริการด้านโลจิสติกส์กลายเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตไปได้อีก ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ ถือว่าเป็นโอกาสให้ประเทศไทยปูโครงสร้างพื้นฐานอันดี
การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ธุรกิจขยายตัวได้ดีขึ้น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์มีลูกค้าจำนวน 36,000 กว่าราย คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการขนส่งทางบก ทางท่อ Warehouse การ Packing ในการเป็นสัดส่วนและฉายเป็นภาพของธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยส่งผลให้มีผู้ประกอบการมากขึ้นและมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
การทำธุรกิจมีความท้าทาย ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมีการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และต้องผสานความร่วมมือในการจัดการระบบโลจิสติกส์ให้เกิดความแข็งแกร่ง โดยนำระบบปฏิบัติการเทคโนโลยี Artificial Intelligence มาใช้ประโยชน์เพื่อก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอัจฉริยะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยให้มีความพร้อมในการเติบโต
ณัฐภูมิ เปาวรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น กล่าวว่า ความท้าทายจากเทรนด์ของโลก และเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ เรียกว่า Challenge โดยสามารถช่วยประโยชน์ระบบโลจิสติกส์ไทยได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ลดต้นทุนกระบวนการผลิตและการขนส่งรวมถึงระบบซอฟต์แวร์ได้อย่างอัจฉริยะ เกิดรถการขนส่งเที่ยวเปล่า โดยบริษัทยักษ์ใหญ่มีการช่วยเหลือบริษัทขนาดเล็กด้วยการทำ Ecosystem นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล และ Artificial Intelligence นำไปใช้ประโยชน์ ต่างจากกันในอดีตที่ใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีการใช้รถผู้ประกอบการเพื่อจัดปริมาณการขนส่งสินค้าเพื่อให้เกิดการพัฒนาในโลกอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย
คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ส่งออกระบบโลจิสติกส์เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง Trade Operations ที่การ Challenge มองเป็นภาพใหญ่ โดย มี 4 ข้อ คือ
- สภาวะ ต้นทุน ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนเกิดขึ้น ภาคการส่งออกต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในโรงงาน โดยใช้ซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือการวางแผนทรัพยากรองค์กรในคู่ค้าหลักเพื่อที่จะทำให้ต้นทุนลดลงได้
- สิ่งแวดล้อมความยั่งยืน การรัน Order รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดกระบวนการโลจิสติกส์ และ Carbon Footprint ที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงรายละเอียดทั้งหมดของกิจกรรม และหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหลักของธุรกิจหรือโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้ขนส่ง
- Digital Automation จำเป็นที่จะต้องแก้ไขกระบวนการทุกอย่างที่เป็นเอกสาร ในประเทศคู่ค้าหลักที่มีความสำคัญต่ออนาคต โดยดูในเรื่อง Carbon Footprint ที่ธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหมดต้องเชื่อมต่อผ่านระบบดิจิทัล
- การลดต้นทุน โดยเป็นเรื่องท้าทายในการสร้างมูลค่าการทำระบบโลจิสติกส์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ระบบโลจิสติกส์ไทย รวมถึงเรื่องของการลงทุนในระบบโลจิสติกส์ทั้งในประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคอาเซียน
กรมพัฒนาการค้าช่วยสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ในเชิงพาณิชย์ให้เกิดผลอย่างแท้จริง สามารถทำธุรกิจง่ายขึ้นด้วยการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร รวมถึงแรงงานที่อยู่ในภูมิภาคของระบบโลจิสติกส์แบบมืออาชีพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระดับประเทศ มีการเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะแก่ผู้ประกอบการ มีสำนักงาน 58 แห่งทั่วโลก ในการเชื่อมโยงนักธุรกิจและเชื่อมโยงไปสู่ผู้ประกอบการต่างประเทศเพื่อเปิดโลกการค้าให้กว้างขึ้น เดินทางไปหาคู่ค้าใหม่ ๆ ตลาดการค้าใหม่ ๆ โดยมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ให้เกิดการเติบโต
หากเกิดวิกฤติให้แก้ไขสถานการณ์ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนำความรู้มาปรับใช้กับระบบโลจิสติกส์ โดยรัฐบาลควรส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนของระบบโลจิสติกส์ด้วยการใช้ประโยชน์ระบบซัพพลายเชน หากสามารถทำได้จริงก็จะเกิดผลดีต่อผู้ประกอบการ เป็นการรวมองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างธุรกิจและเสริมสร้างศักยภาพให้สามารถเกิดการแข่งขันในประเทศไทย
Smart Warehouse ที่มีสินค้าขนาดใหญ่และขนาดเล็กควรมีระบบจัดเก็บสินค้าที่ดีมีคลังสินค้ารองรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อระบบโลจิสติกส์ โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบจัดการอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำลดข้อผิดพลาดและลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวม
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) ร่วมกับ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ (RX Tradex) เตรียมจัดงาน TILOG – LOGISTIX 2025 งานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีการจัดการคลังสินค้าและโหลดสินค้า การบรรจุและลำเลียงสินค้า โลจิสติกส์ IT, IoT, Robot, Artificial Intelligence, E-Logistic และการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี ระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2568 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Resilient Supply Chain: Overcoming Global Challenges” หรือ “พิชิตทุกสิ่งท้าทายด้วยความแข็งแกร่งแห่งซัพพรายเชน” เพื่อตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน ยกระดับการขนส่งสินค้าและการส่งออกของไทยให้แกร่งพร้อมรับมือความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยดึงผู้ประกอบการกว่า 150 บริษัท นำเสนอสินค้าและบริการกว่า 415 แบรนด์ จาก 25 ประเทศ เข้าจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีและบริการด้านโลจิสติกส์ พร้อมกิจกรรมเสริมองค์ความรู้ สัมมนาวิชาการ คาดผู้เข้าชมงาน จำนวน 7,500 ราย
