“Shaping SUEZ 2030” เพื่อโอกาสและความท้าทายในทศวรรษหน้า


“Shaping SUEZ 2030” เพื่อโอกาสและความท้าทายในทศวรรษหน้า

ในแต่ละปีประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ที่เหลือก็กลายเป็นขยะที่สะสมกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในระยะหลังประชาชนและรัฐบาลได้ตื่นตัวด้านการรีไซเคิลขยะมากขึ้น โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี ค.ศ. 2030 จะต้องรีไซเคิลพลาสติกให้ได้ 100%

บริษัทสุเอซ (Suez) ดำเนินธุรกิจในการจัดการปัญหาเรื่องน้ำและขยะให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรและเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานการแก้ไขปัญหาด้วยระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สุเอซสามารถจัดการกับขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่จำนวน 1 ล้านตันต่อปี สามารถผลิตวัตถุดิบทดแทนเป็นจำนวน 4.4 ล้านตันต่อปี และผลิตพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่นเป็นจำนวน 7.7 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยรักษาแหล่งน้ำจัดส่งเซอร์วิสการบำบัดน้ำเสียให้แก่ผู้คน รวมทั้งการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่อีกด้วย

สุเอซ ได้ขยายการบริการมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ 60 ปีก่อน นับโครงการที่ดำเนินการมามากกว่า 70 โครงการน้ำและขยะที่ร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น ก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียมากกว่า 460 แห่งทั่วเอเชีย มีประชาชนได้รับประโยชน์จากการจัดการน้ำและขยะจำนวนมาก

อองตัวร์ ก๊อร์จ
อองตัวร์ ก๊อร์จ

Interview ฉบับนี้ได้ร่วมพูดคุยกับ อองตัวร์ ก๊อร์จ ประธานบริหารด้านธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิลและรีคัฟเวอร์รี่ บริษัท สุเอซ เอเชีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ที่ฮ่องกง ดูแลพนักงานกว่า 2,000 คน ในการจัดการบ่อฝังกลบ สถานีขนถ่ายโรงงานเผาขยะ และธุรกิจทำความสะอาดสาธารณะในภูมิภาคเอเชีย อองตัวร์ มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปีในการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่ฮ่องกง อองตัวร์ ดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัท สุเอซ ด้านอุตสาหกรรมขยะอันตรายในยุโรป บริหารจัดการธุรกิจทั้ง 11 หน่วยงาน และจัดการกิจการร่วมการค้าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 40 แห่งในหลายๆ ประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและสหราชอาณาจักร

“ด้วยแผนยุทธศาสตร์ ‘Shaping SUEZ 2030สุเอซมุ่งหวังที่จะรักษาความเป็นผู้นำระดับโลกด้านการบริการและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทำให้เราเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น ที่ทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำ อากาศ และดิน โดยบริษัทใช้ประโยชน์จากจุดแข็งหลักของกลุ่ม ซึ่งได้แก่ นวัตกรรม การเลือกใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ดีที่สุด มีทีมที่มีความเชี่ยวชาญสูงและชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับ เพื่อการขับเคลื่อนและเติบโตในการทำงาน อีกทั้งการมีส่วนร่วมของทุกคนในการรักษาสิ่งแวดล้อม”

สุเอซ ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ. 2030 เพื่อโอกาสและความท้าทายในทศวรรษหน้า โดยแผนดังกล่าวช่วยเพิ่มการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในระยะเวลา 4 ปี พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นสาระสำคัญในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งแผนดังกล่าวจะทำให้สุเอซเป็นผู้นำระดับโลกด้านบริหารด้านสิ่งแวดล้อมเลยทีเดียว

จากการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องทำให้ลูกค้าของสุเอซได้รับผลกระทบโดยตรงรวมทั้งการที่มีธุรกิจเกิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นตามไปด้วย ประชาชนเริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งสุเอซเองก็ตระหนักและเร่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขครั้งใหญ่ โดยสุเอซและพันธมิตรมุ่งไปที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับเพื่อมาช่วยขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตในการทำงาน และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม โดยมีพื้นฐานคือความรักษ์โลกนั่นเอง

https://www.suez.com/en/who-we-are/a-worldwide-leader/our-mission

แผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ. 2030 ของสุเอซที่จะช่วยเร่งเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีดังนี้

  • การคัดเลือกเพื่อการเติบโตตามธรรมชาติ : การลงทุนและการหมุนเวียนธุรกิจโดยจะใช้ประมาณ 15-20% ของเงินทุนที่ใช้ในธุรกิจ
  • ความเรียบง่ายขององค์กร : ทางบริษัทจะใช้เงินประมาณ 1 พันล้านเหรียญยูโร ภายในปี พ.ศ. 2566 เพื่อช่วยปรับปรุงผลกำไรจากการดำเนินงาน รวมไปถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมและดิจิทัล
  • การมีส่วนร่วมกับลูกค้าและบุคลากรในองค์กร : การร่วมมือร่วมใจให้เกิดค่านิยมเพื่อการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟู

ซึ่งแผนยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มบังคับใช้ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 และภายใน 4 ปีข้างหน้าถึงปี พ.ศ. 2566 เพื่อให้เกิดค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่ภายในองค์กรอย่างมั่นคง ยั่งยืนด้วยเงินทุนที่ต่ำเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและปรับปรุงผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน้อย 2 จุด รวมไปถึงการช่วยเพิ่มศักยภาพในการเพิ่มเงินปันผลในอัตราการจ่ายปกติการเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้ชัดในปี พ.ศ. 2564 โดยเป้าหมายทางการเงินของกลุ่มบริษัทสุเอซในช่วงเวลาดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของสุเอซที่จะมุ่งเน้นการทำกำไรอย่างยั่งยืน โดยแผนยุทธศาสตร์สุเอซ 2030 จะดำเนินการในส่วนธุรกิจ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • น้ำ(40% ในปี ค.ศ. 2018) จัดตั้งกลุ่มสุเอซในทุกเขตเทศบาลเพื่อการบริหารจัดการน้ำ
  • การรีไซเคิลและการฟื้นฟู (40% ในปี ค.ศ. 2018) ร่วมมือกับเขตเทศบาล จัดตั้งกลุ่มเพื่อบริหารจัดการขยะที่เป็นอันตรายในกลุ่มอุตสาหกรรมและการพาณิชย์
  • ด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม (20% ในปี ค.ศ. 2018) ร่วมกับWTS กำจัดขยะอันตรายเพื่ออุตสาหกรรมและเขตเทศบาลตัวหลักที่เป็นการขับเคลื่อนหลักของแผนการ ได้แก่
  • ตัวแทน : ผู้ที่ถูกคัดเลือกเพื่อการเติบโต โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่เป็นเลิศในยุโรปเพื่อให้เกิดโอกาสที่ดีที่สุด และให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วน ได้แก่
    • กลุ่มตลาดต่างประเทศ : บริษัทเลือกประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยจะปรับใช้ข้อเสนอแบบเต็มมูลค่า และขยายไปสู่การบริการที่เป็นนวัตกรรม นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะเข้าสู่ตลาดที่เลือกด้วยความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้า 60% ของรายได้ของกลุ่ม
    • กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม : บริษัทเร่ง 5 ปัจจัยหลักของการเติบโตในตลาดสูง และให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด โดยใช้ประโยชน์จากโซลูชันที่โดดเด่นในการทำงานร่วมกับลูกค้าอุตสาหกรรม โดยจะออกแบบโซลูชันแบบครบวงจรที่ทำขึ้นเองเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าสูงถึง 50%ของรายได้ของกลุ่ม
    • เทคโนโลยีและโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล : บริษัทมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นกรรมสิทธิ์ในการพัฒนาและนำเสนอโซลูชันขั้นสูงระดับโลก นอกจากนี้ยังจะสร้างธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น การจัดการคุณภาพอากาศ และการเกษตรอัจฉริยะ กับการตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด
  • ความเรียบง่าย : การส่งเสริมความเรียบง่ายในการทำงานของสุเอซ จะปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในส่วนของการเพิ่มนวัตกรรม และแปลงเป็นดิจิทัลเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตในอนาคต
    • แสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ด้วยจำนวนธุรกิจที่ลดลง และกระบวนการตัดสินใจเพื่อการบริการแก่ลูกค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
    • เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมาตรฐานในขั้นตอนของอุตสาหกรรม และเร่งเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในการจัดซื้อจัดจ้างและทรัพยากรจากภายนอกด้วยการใช้ต้นทุนที่สมเหตุสมผล
    • เป้าหมายของมาตรการนี้คือการส่งมอบเงินออม 1 พันล้านยูโรต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2566 ของกำไรทั้งหมดของสุเอซประมาณ 35-45% ซึ่งการออมเงินเริ่มเห็นผลชัดเจนแล้วในปี พ.ศ. 2564
  • ความร่วมมือจากลูกค้าและพนักงาน : การยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อชัยชนะของสุเอซ
    • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมใน 4 ค่านิยมใหม่ : ความรักในสิ่งแวดล้อม ลูกค้ามาก่อน การให้เกียรติ และจิตวิญญาณของทีม
    • ยกระดับความสามารถและทักษะความเป็นผู้นำทั่วทั้งองค์กร
    • ส่งเสริมศูนย์ความเป็นเลิศในตลาดแห่งใหม่ด้วยความสามารถที่โดดเด่น
    • เพิ่มความเร็วในการประมวลผลและเพิ่มประสิทธิภาพความรับผิดชอบที่มากขึ้น
    • แรงจูงใจของทีมผู้บริหารจะถูกปรับให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางการเงิน

โรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม

โรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลพลาสติก

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะอุตสาหกรรม บริษัทชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (CCE) ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ชลบุรี เป็นการร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัทชั้นนำ ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพลังงาน โดยนำเสนอพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) เป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการแบบครบวงจรครอบคลุมเป็นผู้ให้บริการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรม การบริหารจัดการน้ำเสีย ตลอดจนผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน และบริษัทโกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในเครือของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ในประเทศไทยและบริษัท สุเอซ กรุ๊ป เป็นผู้นำระดับโลกด้านการจัดการทรัพยากรด้วยระบบอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน โรงงานแห่งนี้ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะอุตสาหกรรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการได้ตามมาตรฐานการควบคุมมลพิษของยุโรป

โรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม

โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีมูลค่าโครงการโดยรวมประมาณ 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการออกแบบให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดที่ 8.93 MW โดยจะมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายตามสัญญาอยู่ที่ 6.90 MW และรองรับการจัดการขยะได้ประมาณ 100,000 ตัน โดยก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ และมีพิธีเปิดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

“สุเอซยินดีที่ได้นำเสนอนวัตกรรม ความชำนาญพิเศษ และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการของเราเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาลในการเพิ่มอัตราส่วนพลังงานทดแทน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและระบบเศรษกิจแบบหมุนเวียนตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งโรงไฟฟ้าของ CCE เป็นโครงการ WtE แห่งแรกของสุเอซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคาดหวังว่าโรงงานแห่งนี้จะเป็นมาตรฐานให้แก่วงการจัดการขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทย” ผู้บริหารสุเอซกล่าว

โรงงานรีไซเคิลพลาสติก

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 ได้ให้ความสำคัญของการผลิตพลังงานจากขยะ โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะจัดการขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายด้วยวิธีการที่ทั้งปลอดภัยและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยี WtE อันล้ำสมัยที่เปลี่ยนขยะให้พลายเป็นพลังงานสีเขียว ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยก๊าซ CO2 และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการฝังกลบได้อีกด้วย

ทั้งนี้ CCE ได้ลงนามในข้อตกลงการจัดหาขยะอุตสาหกรรมกับบริษัทเวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด (WMS) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการจัดเก็บ บำบัดและกำจัดขยะของเสียในไทย เพื่อดำเนินการจัดหาขยะอุตสาหกรรม 100,000 ตัน ต่อปี จากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียง โดยโรงไฟฟ้าจะนำขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่ห้องเผาไหม้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะอุตสาหกรรมแล้ว สุเอซได้สร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกขึ้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ “ในประเทศไทยมีขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี ถูกรีไซเคิลเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ในฐานะผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกในยุโรปและเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลไทยในปี ค.ศ. 2030 คือการมุ่งเน้นการรีไซเคิลพลาสติก 100% ดังนั้นสุเอซจึงมุ่งมั่นที่จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลดขยะพลาสติกและยังเป็นการอนุรักษ์มหาสมุทรโดยโรงงานแห่งนี้จะปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป และสนับสนุนแผนการของประเทศไทยในการช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในทั่วโลก” อองตัวร์ กล่าว

เฌอโรม เลอ บอรก์เนีย
เฌอโรม เลอ บอรก์เนีย

โรงงานรีไซเคิลพลาสติกจะเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพอลิเมอร์หมุนเวียน (Circular Polymer) โดยโรงงานพอลิเมอร์หมุนเวียนแห่งนี้เป็นโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแห่งแรกในเอเชียของสุเอซ และจะเป็นต้นแบบให้แก่โรงงานอื่นๆ โดยกำหนดการกำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โรงงานนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการรีไซเคิลพลาสติกเต็มรูปแบบ 100% ในปี พ.ศ. 2573

ด้าน เฌอโรม เลอ บอรก์เนีย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุเอซ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มสุเอซประสบความสำเร็จในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ โรงงานรีไซเคิลพลาสติกพอลิเมอร์ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะเปิดดำเนินการในกลางปี พ.ศ. 2563ในฐานะโครงการรีไซเคิลพลาสติกอย่างครบวงจรในทวีปเอเชียเป็นแห่งแรกของสุเอซ จะแปลงขยะจำพวกพลาสติกฟิล์มในท้องถิ่นราว 30,000 ตัน ให้เป็นเม็ดพลาสติกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่”

ภายในโรงงานจะมีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยที่ช่วยลดการใช้น้ำ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณโดยรอบ พลังงานบางส่วนที่นำมาใช้ในโรงงานจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ตลาดรีไซเคิลพลาสติกนับเป็นตลาดสำคัญของสุเอซ ในแต่ละปี สุเอซ กรุ๊ปได้เปลี่ยนขยะพลาสติกประมาณ 400,000 ตัน ในโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้ง 9 แห่งในยุโรปและผลิตพอลิเมอร์หมุนเวียนถึง 150,000 ตัน สุเอซยังร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรการกำจัดขยะพลาสติกหรือ Alliance to End Plastic Wast ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ริเริ่มเมื่อเดือนมกราคม 2562 เพื่อกำจัดขยะพลาสติกให้หมดไปจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพลาสติกในท้องทะเล