ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) …มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ


ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ...มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (National Energy Technology Center : ENTEC) ตามแผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 6.2 (พ.ศ. 2562-พ.ศ. 2566) ภายหลังได้รับการเห็นชอบอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเป็นเลิศในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศเกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนแผนพลังงานไปสู่การปฏิบัติ พร้อมเกิดฐานองค์ความรู้ที่บูรณาการร่วมกันมากขึ้น เพื่อนำประเทศสู่อิสรภาพทางด้านเทคโนโลยี

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีแนวคิดจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ หรือ National Energy Technology Center (ENTEC) ซึ่งอยู่ในแผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 6.2 (พ.ศ. 2562-พ.ศ. 2566) เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเป็นเลิศในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ (Power to Lead) ให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับกระทรวงพลังงานและภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อนแผนพลังงานไปสู่การปฏิบัติและเกิดการใช้งานจริง เพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และช่วยแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ โดยได้เริ่มดำเนินการศึกษาเชิงนโยบายการจัดตั้งศูนย์ฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 และได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาต่อมา ดังนั้นหากนับตั้งแต่การศึกษาในเชิงวิชาการจนได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี 4 เดือน เพื่อเดินหน้าในเรื่องการวิจัยและพัฒนา พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนเข้ามา เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหลายประเภท หนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญคือเรื่องพลังงาน ในสมัยก่อนอุตสาหกรรม ธุรกิจการท่องเที่ยวและการเกษตร มีเรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าพลังงานประมาณ 70% และส่งออกพลังงานชีวมวล (Biomass Energy) ไปจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย เพราะเรามีชีวมวลจำนวนมากตั้งแต่ปศุสัตว์ การทำก๊าซชีวภาพ (Biogas) หรือแม้กระทั่งในภาคเกษตรกรรม ที่สามารถนำส่วนหนึ่งของชีวมวลเหล่านี้มาใช้ในเรื่องของพลังงานได้ รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการรวบรวมแหล่งของพลังงานชีวมวล ในด้านเชิงนโยบายและโลจิสติกส์ เพราะเรามีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก นอกจากนี้ เทคโนโลยีทางด้านพลังงาน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการผลิตในประเทศที่ผ่านมายังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำต่อคือ เทคโนโลยีที่ไปข้างหน้ามีมากกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันหรือไม่ ถ้ามี เราจะสามารถนำ (Lead) อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ได้ในอนาคต เนื่องจากเรามีหลายเทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสง เพราะในความจริงพลังงานชีวมวลเกิดขึ้นจากการใช้น้ำ แสงแดด คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ในการผลิต เป็นต้น เราอาจสามารถสร้างแหล่งพลังงานใหม่ในอนาคตในเชิงขั้นสูงระดับ Technology Globalization เพื่อให้ประเทศไทยมีอิสรภาพทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงกับพลังงานชีวมวลที่อยู่ในบ้านเราด้วย

เทคโนโลยีพลังงาน

เมื่อพูดถึงพลังงาน จะมีเรื่องระบบการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เช่น แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่ต้องเคลื่อนที่ ซึ่งวัตถุดิบในการผลิตที่เรียกว่าแร่หายาก (Rare Earth) และต้องนำเข้า ขณะที่บ้านเรามีแร่จำนวนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทยหรือที่เห็นจากในสมัยโบราณ มีการใช้สังกะสีเป็นจำนวนมาก นำมาทำภาชนะ หลังคา เป็นต้น สังกะสีถือเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการผลิตเป็นแบตเตอรี่ได้ การวิจัยที่ผ่านมา สวทช. ได้ร่วมกับจุฬาฯ พัฒนาให้แบตเตอรี่ดังกล่าวมีความเสถียร และต้องไม่ระเบิด เป็นการสร้างเสถียรภาพในยามที่เกิดปัญหาเราสามารถผลิตแบตเตอรี่ชดเชยในประเทศได้ ฉะนั้นการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งเหล่านี้เมื่อผลิตแล้วต้องมีการบริหารจัดการในตัวแบตเตอรี่ที่เราเห็นเป็นก้อน ภายในจะมีแบตเตอรี่ก้อนเล็ก เรียก แบตเตอรี่เซลล์ (Battery Cell) เมื่อนำแบตเตอรี่เซลล์มาเกาะรวมกันจะเรียก แบตเตอรี่แพ็ค (Battery Pack) ที่เป็นก้อนที่เราพบเห็น พวกนี้เป็นก้อนขนาดเล็ก เมื่อมีการเสื่อมต้องมีการบริหารจัดการมีซอฟต์แวร์ในตัวเองว่าจะชาร์จ (Charge) ไปที่เซลล์ใด ปล่อยจากเซลล์ใด เพื่อยืดอายุการใช้งานของเซลล์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ฉะนั้นการจัดตั้งศูนย์ ENTEC จึงเป็นเรื่องที่ต้องลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจัง เพราะเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงานจะเป็นโจทย์ท้าทายในอนาคต

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล

ด้าน ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และในฐานะผู้บริหารที่ดูแลการจัดตั้งศูนย์ ENTEC ในเบื้องต้น กล่าวว่า สำหรับการวางเป้าหมายของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ จะเป็นไปตามหลักคิดของ สวทช. สิ่งที่เราลงทุนสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านการวิจัยและพัฒนา จะเกิดผลงานวิจัยที่จะสร้างผลกระทบในทางเศรษฐกิจและสังคม มูลค่า 4-5 เท่าขึ้นมา เช่น ถ้ามองถึงเทคโนโลยีในเรื่องของพลังงานชีวมวล ต่อไปเราจะต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบ้านเราในการแปลงวัตถุดิบที่มีศักยภาพมาเป็นพลังงานหมุนเวียน ในรายละเอียดจะมีการหารือให้สอดรับกับแผนนโยบายของประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานดูแลอยู่ รวมถึงในเรื่องอื่นๆ เช่น สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนควรจะใช้ประมาณร้อยละเท่าใด จะมีแนวทางเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรเป็นการสร้างเทคโนโลยี สร้างอุตสาหกรรม สร้างกิจการ สร้างงานรองรับขึ้นมาอย่างไร ตลอดจนทางด้านเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานจะมีการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะกับการใช้ในประเทศเขตเมืองร้อน เพื่อให้เรามีเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับลักษณะอากาศที่ร้อนชื้นสูง ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนไหนที่อาจใช้วัตถุดิบในประเทศหรือภูมิภาคเข้ามาเป็นวัสดุประกอบได้ ก็จะเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้สิ่งที่เป็นวัตถุดิบต้นทางเหล่านั้น ข้อสำคัญในอนาคตคือความมั่นคงทางพลังงาน หากเกิดกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น ความสามารถในการฟื้นตัวและสามารถผลิตพลังงานขึ้นมาใช้เองในภาวะวิกฤตต่างๆ ตรงนี้จะเป็นหัวใจในการรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนให้เดินหน้าต่อไปได้

เทคโนโลยีพลังงาน

“ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น ในเบื้องต้น ผมจะช่วยดูแลในระยะแรก และจะรวบรวมบุคลากรวิจัย สวทช. ที่ทำงานด้านพลังงานมาทำงานร่วมกัน จะมีการสร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ ภาพรวมที่จะเกิดขึ้นคือประเทศไทยจะมีศูนย์แห่งชาติทางด้านเทคโนโลยีพลังงานที่เป็นแกนหลักในการบูรณาการงานของภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องต่างๆ ในการทำงานที่จะติดต่อกับต่างประเทศก็ดี และทำงานกับภาคอุตสาหกรรมก็ดีจุดนี้จะเกิดความชัดเจนขึ้น และลักษณะสำคัญของการเป็นศูนย์ฯ คือ มีองค์ความรู้ในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งวิทยาศาสตร์พื้นฐานเคมี ฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมไฟฟ้า และด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ซึ่งฐานความรู้ในแต่ละศาสตร์จะมีการเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดการบูรณาการกันมากขึ้น” ดร.จุลเทพ กล่าว

ศูนย์แห่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน