ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) นำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการเสริมสร้างความปลอดภัยจากภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยง โดยเริ่มต้นที่ โรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการติดตั้ง ระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหว (Earthquake Sensor System) ภายในอาคารเรียน
อุปกรณ์เตือนภัยแผ่นดินไหวดังกล่าวมีจุดเด่นคือสามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและประเมินความเสียหายของอาคารได้ภายในเวลาเพียง 3 วินาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว พร้อมระบบสำรองไฟที่ทำงานต่อเนื่องได้ถึง 6 ชั่วโมงในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง ถือเป็นนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานศึกษาในพื้นที่เสียง

พัฒน์พงษ์ เต็มเสาร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ เปิดเผยว่า โรงเรียนแห่งนี้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและอพยพหนีภัยร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประจำทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมของครูและนักเรียนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน “การได้ติดตั้งระบบเตือนภัยและเสริมกำลังอาคารเรียนในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถดูแลความปลอดภัยของนักเรียนได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”
ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยโรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำได้รับ เกียรติบัตรโครงการ “โรงเรียนส่งเสริมความปลอดภัย (Safety Promotion School: SPS)” ระดับนานาชาติ จากศูนย์ความสุขและความปลอดภัย (สคส.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนไทยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของนักเรียนอย่างแท้จริง
หลังจากเยี่ยมชมโรงเรียน คณะของ สกสว. ยังได้เดินทางไปยัง สถานีเรดาร์ติดตามปริมาณฝน สถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับระบบคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วม ซึ่งสามารถพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3–12 ชั่วโมง และมีการรายงานผ่านเครือข่ายกลุ่มไลน์ เพื่อกระจายข้อมูลเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว ทำให้ชุมชนสามารถเตรียมตัวและอพยพได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังภัยน้ำท่วมของแม่น้ำกกยังคงเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากบริเวณต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมา ไม่สามารถติดตั้งเครื่องมือวัดปริมาณน้ำได้โดยตรง นักวิจัยจึงต้องใช้ข้อมูลจากเรดาร์วัดน้ำฝนและแบบจำลองคำนวณปริมาณน้ำท่า เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ผู้บริหารจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชน คณะนักวิจัย วิศวกร และสื่อมวลชนเข้าร่วม

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในพิธีเปิดว่า จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติหลายรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม เหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2557 ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนครอบคลุม 7 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้สิ่งปลูกสร้างในรัศมี 30 กิโลเมตรได้รับความเสียหาย และเกิดแผ่นดินไหวซ้ำมากกว่า 900 ครั้ง ในขณะที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างอาคารบ้านเรือนอย่างมหาศาล
“การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย วิศวกร หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน” ศ. ดร.สมปอง กล่าว พร้อมย้ำว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมอบรมประกอบด้วยการบรรยายเชิงเทคนิคหลายช่วง โดยเริ่มจากหัวข้อ การเสริมกำลังอาคารด้านแผ่นดินไหวและการติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่
- ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- รศ. ดร.ปรีดา ไชยมหาวัน นักวิจัยศูนย์แผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
- ผศ. ดร.ประกิต ชมชื่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
- อ.วัฒนพงศ์ หิรัฐมาลย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และเลขาธิการสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย
ได้มีการบรรยายเกี่ยวกับ การเสริมกำลังอาคารต้านแผน่ดินไหวและการติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะ แผ่นดินไหว เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คนและความมั่นคงของอาคารอย่างชัดเจน ในยุคที่เมืองไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาระบบ Structural Health Monitoring (SHM) ที่ใช้งานได้จริง เชื่อถือได้ และสามารถปกป้องทั้งตัวอาคารและชีวิตของผู้ใช้อาคาร
ระบบ SHM: ตรวจสอบโครงสร้างอาคารแบบเรียลไทม์ ระบบทำงานโดยการตรวจจับแรงสั่นสะเทือนของอาคารแบบเรียลไทม์ พร้อมบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวของโครงสร้างอย่างละเอียด ซึ่งทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ความทรงจำดิจิทัล” ของอาคาร ช่วยให้นักวิศวกรสามารถวางแผนบำรุงรักษาและป้องกันความเสียหายในอนาคต
นอกจากการตรวจสอบโครงสร้างแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังสามารถ เสริมความมั่นคงของอาคารด้านแผ่นดินไหว และ ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารทันทีหากเกิดแรงสั่นสะเทือนที่อาจเป็นอันตราย การผสานกันระหว่างการตรวจสอบโครงสร้างและระบบเตือนภัยนี้ ช่วยให้ผู้ใช้อาคารมั่นใจได้ว่ามีมาตรการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยที่รอบด้าน
ประโยชน์และการใช้งานของระบบ
- แจ้งเตือนภัยทันที ระบบสามารถส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อแรงสั่นสะเทือนเกินระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้อาคารหรือความมั่นคงของโครงสร้าง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- บันทึกข้อมูลต่อเนื่อง
ข้อมูลแรงสั่นสะเทือนถูกเก็บเป็นชุดเวลา (Time-Series) อย่างต่อเนื่อง ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลสำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมของโครงสร้างในระยะยาว ช่วยให้นักวิศวกรสามารถวางแผนบำรุงรักษา ซ่อมแซม หรือปรับปรุงอาคารได้อย่างเหมาะสม - ประเมินความเสียหายอย่างรวดเร็ว
หลังเกิดเหตุ เช่น แผ่นดินไหว ระบบช่วยให้นักวิศวกรสามารถประเมินความเสียหายของโครงสร้างได้ทันที ทำให้สามารถตัดสินใจด้านมาตรการซ่อมแซมและความปลอดภัยได้ทันท่วงที - วิศวกรรมมุ่งเน้นชีวิต
การออกแบบระบบ SHM ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารเป็นหลัก ทำให้การตรวจสอบโครงสร้างไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน
ข้อมูลแรงสั่นสะเทือน: ตัวชี้วัดสภาพโครงสร้าง
- การวิเคราะห์ข้อมูลการสั่นสะเทือนช่วยให้วิศวกรเข้าใจความแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคารได้อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลสำคัญที่ระบบสามารถวัดและวิเคราะห์ได้ ได้แก่
- ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)
ชี้ให้เห็นแนวโน้มการสั่นสะเทือนตามธรรมชาติของโครงสร้าง เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของความแข็งแรงและความสมบูรณ์ - อัตราการลดการสั่นสะเทือน (Damping Ratio)
แสดงถึงการลดลงของแรงสั่นสะเทือนสะท้อนถึงการกระจายพลังงานและสภาพการเชื่อมต่อของโครงสร้าง - รูปแบบการสั่นสะเทือน (Mode Shape)
เผยให้เห็นว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอาคารเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันอย่างไรในระหว่างการสั่นสะเทือน - ความรุนแรงของการเคลื่อนไหว (Response Amplitude)
บ่งชี้ความรุนแรงของแรงสั่นสะเทือนภายใต้แรงกระตุ้น เช่น ลม การจราจร หรือแผ่นดินไหว - การเคลื่อนตัวระหว่างชั้นและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (Interstory Drift and Potential Damage)
ประเมินความเสียรูปและความปลอดภัยของโครงสร้างจากข้อมูลการสั่นสะเทือน
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริง เป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำเทคโนโลยีวิจัยมาประยุกต์ใช้ในภาควิศวกรรมเพื่อสร้างอาคารที่ ปลอดภัย รองรับภัยพิบัติ และมุ่งเน้นการคุ้มครองชีวิตผู้คน การตรวจสอบโครงสร้างและการเสริมความมั่นคงด้วยวิศวกรรมด้านแผ่นดินไหว ทำให้เกิดมาตรการป้องกันที่ครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันก่อนเหตุ การตรวจจับแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการวิเคราะห์และซ่อมแซมหลังเหตุการณ์ ดังนั้นระบบไม่เพียงแต่ช่วยให้วิศวกรตรวจสอบ วิเคราะห์ และวางแผนป้องกันความเสียหายของโครงสร้างได้อย่างแม่นยำ แต่ยังสร้าง ความมั่นคงและความปลอดภัยให้ผู้ใช้อาคารอย่างแท้จริง พร้อมเสริมความแข็งแรงต่อแรงสั่นสะเทือนและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้อาคารไม่เพียงแค่แข็งแรง แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับชีวิตของทุกคน
ถัดมาเป็นหัวข้อ ระบบเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย บรรยายโดย ผศ. ดร.อังกูร ว่องตระกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
ระบบเตือนภัยน้ำท่วมเชียงราย: ก้าวสำคัญสู่เมืองปลอดภัยจากอุทกภัย จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนที่ฝนตกหนักและระดับน้ำในแม่น้ำกกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตเมือง แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
ผศ. ดร.อังกูร ว่องตระกูล ได้นำเสนอผลการศึกษา “ระบบเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย” ซึ่งใช้การวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมผสานข้อมูลระดับน้ำจากหลายหน่วยงาน เพื่อพัฒนากลไกการเตือนภัยที่แม่นยำและนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ วิเคราะห์พฤติกรรมของแม่น้ำกก เพื่อเข้าใจและคาดการณ์ล่วงหน้า การวิจัยเริ่มจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำของแม่น้ำกกที่ สถานีสะพานแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการตรวจวัดระดับน้ำในเขตเมือง จากข้อมูลตลอดเดือนกันยายน พบว่าระดับน้ำสูงสุด ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หากมีระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีต้นน้ำ จะสามารถ คาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างน้อย 12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับการแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมมาตรการป้องกันในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจาก 6 สถานีวัดน้ำ สร้างระบบเตือนภัยแบบบูรณาการ ระบบเตือนภัยน้ำท่วมเชียงรายใช้ข้อมูลจาก 6 สถานีวัดน้ำหลัก ได้แก่ KB1, KB2, KB5, KB7, KB9 และ CR Weir
ในจำนวนนี้ สถานี KB2 (สะพานแม่นาวาง) และ KB5 (สะพานพ่อขุน) ถูกระบุว่ามีความเหมาะสมที่สุดในการใช้งานเป็นจุดตรวจวัดต้นน้ำและปลายน้ำ เนื่องจากมีระยะห่างประมาณ 51 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการวิเคราะห์เวลาการไหลของน้ำจากต้นทางถึงตัวเมืองเชียงราย
สู่การพัฒนาระบบเตือนภัยและแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โครงการวิจัยนี้มุ่งพัฒนา ระบบเตือนภัยน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงราย โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำและระยะเวลาการไหลของแม่น้ำกก จากต้นน้ำในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถึงปลายน้ำในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พร้อมจัดทำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวางแผนป้องกันและจัดการอุทกภัยเชิงพื้นที่ ระบบดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการ ปรับปรุงความแม่นยำและขยายผลสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ข้อมูลสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับท้องถิ่น ไม่เพียงแต่หน่วยงานรัฐ แต่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน
สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ลดผลกระทบระยะยาว นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยแล้ว งานวิจัยนี้ยังมุ่งสร้าง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ลดผลกระทบน้ำท่วม” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
เชียงรายต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเมืองภาคเหนือ ระบบเตือนภัยน้ำท่วมเชียงราย ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญของการพัฒนาเมืองที่พร้อมปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ ด้วยองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมผสานเทคโนโลยีข้อมูลน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงช่วยป้องกันภัย แต่ยังช่วยสร้าง “เมืองที่รู้เท่าทันน้ำ” เมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและปลอดภัย
และปิดท้ายด้วยหัวข้อ การประยุกต์ใช้แนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City) เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงราย โดย ผศ. ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้งใน 10 จังหวัด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ ววน. ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน เมืองฟองน้ำเชียงราย: แนวทางจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จังหวัดเชียงรายเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมในเมืองและชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก แนวทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหานี้คือการประยุกต์ใช้ แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ซึ่งเน้นให้เมืองสามารถ ชะลอ–ซึม–เก็บ–ใช้ น้ำฝนตามธรรมชาติ และนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งมีรายละเอียดังนี้
การออกแบบพื้นที่ตามขนาดและศักยภาพ
- พื้นที่ขนาดเล็ก (Size S, 100–1,000 ตร.ม.)
แทรกอยู่ตามผังเมือง เช่น ข้างอาคารหรือหัวมุมถนน ใช้พื้นซึมน้ำ เช่น ทางเดินซึมน้ำหรือแปลงซับน้ำฝน เพื่อชะลอและซึมน้ำต้นทาง ลดการไหลลงท่อ - พื้นที่ขนาดกลาง (Size M, 2,000–16,000 ตร.ม.)
อยู่ในชุมชน เช่น สวนกลางหรือแนวคูน้ำพืชน้ำ รับน้ำจากพื้นที่ต้นทาง กรอง–เก็บ–หน่วงน้ำก่อนปล่อยต่อ ปรับดินและวัสดุพรุนเพื่อเพิ่มการซึมและบำบัดตามธรรมชาติ - พื้นที่ขนาดใหญ่ (Size L, >10 ไร่)
พื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเดิม รับน้ำจากระบบกลางทางหรือคลองเมือง ปรับสภาพดินให้กักเก็บน้ำ ลดน้ำหลาก และสามารถนำไปใช้ในเกษตรกรรมหรือระบบเขื่อน
แนวทางการพัฒนาเมืองฟองน้ำเชียงราย ลดปัญหาน้ำท่วมออกแบบสวนและพื้นที่สีเขียวให้รองรับและหน่วงน้ำ ลดความรุนแรงและความถี่ของน้ำท่วม เพิ่มประสิทธิภาพการซึมน้ำใช้พื้นพรุนและดินปรับปรุงให้ซึมดี ลดปริมาณน้ำผิวดินไหลลงแม่น้ำ ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้พัฒนาระบบหมุนเวียนน้ำในสวน ลดการใช้น้ำประปา และพัฒนาพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมชุมชนผสานโครงสร้างสีเขียว–สีน้ำเงิน สร้างสวนพักผ่อนและพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสนับสนุนระบบนิเวศเมืองเพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพื้นถิ่นและสัตว์ขนาดเล็ก ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพเชื่อมโยงกับแม่น้ำกก
การดำเนินงานในอนาคต โครงการจะเริ่มจาก พื้นที่นำร่อง เพื่อทดลองแนวคิดสวนฟองน้ำในระดับย่าน และบูรณาการความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมและระบบน้ำเมือง เปิดโอกาสให้ชุมชน นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นมีส่วนร่วม เมื่อประสบความสำเร็จ จะขยายสู่สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวทั่วเชียงราย และต่อยอดสู่จังหวัดอื่น ๆ เพื่อสร้างเมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
สกสว. ให้การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังเป็นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทั้งงานด้านธรณีฟิสิกส์ วิศวกรรมโครงสร้าง อาคารต้านทานแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การจัดการน้ำ และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนการจัดเวทีสัมมนาและถอดบทเรียนจากเหตุการณ์จริง เช่น แผ่นดินไหวแม่น้ำลาวปี 2557 และน้ำท่วมใหญ่ปี 2567
การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ทั้งด้านการเสริมกำลังอาคาร ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่จริงได้ทันที
ศ. ดร.สมปอง เน้นย้ำว่า การประชุมและศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างของ ความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถสร้างระบบเตือนภัยและความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากความร่วมมือนี้จะช่วยให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว
การจัดอบรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ สกสว. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่ทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับนโยบายของรัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่ปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การอบรมในวันนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้จังหวัดเชียงรายพร้อมรับมือภัยพิบัติ และประชาชนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การดำเนินการดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การขับเคลื่อนของทีมวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สกสว. ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อพัฒนากระบวนการเตือนภัยและการรับมือภัยพิบัติในสามมิติหลัก ได้แก่ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และการปนเปื้อนสารเคมีในแม่น้ำกก
ดังนั้นผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์ความรู้และทักษะในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสร้างรากฐานของ “สังคมปลอดภัย” ที่ยั่งยืนในระดับจังหวัด









