เจาะลึกแผน PDP ทิศทางพลังงานไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่


เจาะลึกแผน PDP ทิศทางพลังงานไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่

ในปัจจุบันพลังงานมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากพลังงานนั้นคอยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตในรูปแบบต่างๆ และเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 (PDP 2018) ซึ่งระยะเวลาของแผนมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ปี พ.ศ. 2561-2580) การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่ผานมา ซึ่งจะพิจารณาให้น้ำหนักความสำคัญเฉพาะการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าในภาพรวมของทั้งประเทศเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาถึงเงื่อนไขด้านการกระจายระบบผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนได้แสดงความคิดเห็นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยในรูปแบบหลากหลายมิติ

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางอนาคตพลังงานไทย” ว่า เรื่องของพลังงานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะก้าวข้ามมิติการที่จะเป็นส่วนหนึ่งเข้าไปสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ การเข้าไปสู่การที่จะเป็นพลังงานของคนทุกคน ในวันนี้จึงตั้งใจมาส่งสัญญาณของทิศทางที่เป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า PDP จะเป็นอย่างไร

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

แผน PDP นั้น เป็นแผนที่ได้รับการพูดคุยกันมากและเป็นที่พูดคุยในวงกว้าง เพราะว่าแผนนี้จะกระทบตั้งแต่ระดับใหญ่ไปถึงระดับรากหญ้า ดังนั้นสิ่งที่ผมให้นโยบายพลังงานเมื่อวันที่เข้ามาเริ่มทำงาน ผมบอกว่า แผน PDP นั้นเราได้รับฟังในทุกภาคส่วน และผมอยากให้รวบรวมข้อคิดเห็นที่เห็นต่างเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงและผมให้ความสำคัญเรื่องของพลังงานมาโดยตลอด เพราะเป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากในยุคหลายปีที่ผ่านมา และจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นจากนี้ไป แนวโน้มของโลกทิศทางการใช้พลังงานทดแทน เป็นทิศทางหนึ่งที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นทิศทางที่กำลังเข้ามาทดแทนทิศทางของโลกในอนาคต จะเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเป็นทางด้านผู้ผลิต แต่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้ใช้พลังงาน มีการเปลี่ยนแปลงกระทั่งพฤติกรรมของคนใช้พลังงาน ดังนั้นเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้พลังงานอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการที่เรานั้นเป็นทั้งผู้ผลิตที่มีการใช้และขาย ซึ่งจะอยู่ในตัวเดียวกันหมด และยังลงไปสู่ประชาชนในระดับรากหญ้าในระดับฐานของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ชุมชนนั้นเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ดังนั้นพลังงานจะเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งที่เข้าไปสู่การยกระดับรายได้ของชุมชน”

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ยึดมั่นจุดแข็งของประเทศไทยทางด้านไฟฟ้าเพื่อที่จะเป็น Center of ASEAN ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานไฟฟ้าของ ASEAN และตามด้วยเรื่องความมั่นคงของประเทศในเรื่องไฟฟ้าอย่างแน่นอน สนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า “ประเทศไทยจะเป็นผู้บริหารระบบไฟฟ้าของภูมิภาค ถ้าเป็นเช่นนี้ด้านความมั่นคงของไฟฟ้าของภูมิภาคจะมีทิศทางเป็นบวก ทางด้านราคา ถ้าเราเป็นผู้บริหารไฟฟ้าภูมิภาค เราจะทำราคาได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราเป็นผู้จำหน่ายและจัดการด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศเพื่อให้การลงทุนเจริญเติบโตทั้งในธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาลงทุน และในส่วนนี้ทำให้มั่นใจว่าประเทศเราจะแข็งแรงขึ้นในด้านพลังงาน จะต้องเจริญเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะเข้าไปเติมเต็มแผน PDP ในฉบับนี้”

กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับแผน PDP คือต้องการให้แผนตอบสนองในการเป็นพลังงานของคนทุกระดับ ที่จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่กลุ่ม แต่แผน PDP จะต้องถูกกระจายไปสู่ SMEs ที่จะมีโอกาสจับมือกับชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิต และเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุน และแน่นอนว่าประเทศไทยมีความพร้อมทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานภาคเกษตรและพลังงานลม แต่อาจจะต้องเริ่มศึกษากันก่อนในระยะแรก เพราะพลังงานลมอาจจะไม่ใช่จุดแข็งอย่างมากนัก สิ่งเหล่านี้นำมาประกอบกันและวางกลยุทธ์ให้เป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุดเพื่อเป็นแผน PDP ที่จะเป็นประโยชน์กับคนทุกคนให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั้นคือเป้าหมายของแผน PDP

ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “วิพากษ์แผนพีดีพีในมุมมองนักวิชาการ” กล่าวว่า “แผน PDP หรือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า มีการทำหลายฉบับแล้ว ฉบับล่าสุดที่เรียกว่า PDP 2018 มีความตั้งใจที่จะใช้ในการวางแผนไป 20 ปีข้างหน้า และปีสุดท้ายในแผนนั้นคือปี พ.ศ. 2580 และเชื่อว่ามีความสำคัญ เพราะเรื่องไฟฟ้าไม่ได้ดูแค่ระยะสั้นๆ แต่ดูในระยะยาว และสิ่งที่นำมาพูดคือปัญหาหลักเกี่ยวกับพลังงานของไทยนั้นคืออะไร”

พลังงานในประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องไฟฟ้าที่เราใช้กัน แต่เราใช้น้ำมันและแก๊สไฟฟ้านั้น สามารถเข้าถึงได้ทุกบ้านเรือนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นก็จะมีส่วนสำคัญในภาพรวมของพลังงานทั้งหมดภายในประเทศ ดังนั้นผมขอกล่าวว่าปัญหาหลักของพลังงานมี 3 ข้อ

  1. ประเทศต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าในอัตราที่สูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ในปัจจุบันครึ่งหนึ่งของพลังงานที่เราใช้ทั้งหมดของทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน แก๊ส ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันนั้นต้อวนำเข้าจากต่างประเทศ ใน 100% ต้องนำเข้ามากถึง 90% แก๊สธรรมชาติ เรามีอยู่ในอ่าวไทยค่อนข้างมาก แต่ก็ลดปริมาณสำรองในอ่าวไทยลง เพราะฉะนั้นต้องนำเข้าบ้าง ถ่านหินครึ่งต่อครึ่งเรามีใช้ในประเทศค่อนข้างมาก แต่อยู่ในรูปที่สกปรก สรุปว่าต้องนำเข้าครึ่งหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน
  2. ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราที่สูงถึง 80% ของพลังงานทั้งหมด ทำให้มีผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนทำให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก ฟอสซิลในที่นี้มีทั้งน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน 3 สิ่งนี้ประเทศไทยใช้ถึง 80% ซึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงสกปรกก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมีผลกระทบต่อปัญหาโลกร้อน
  3. การผลิตไฟฟ้าของประเทศต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียว คือก๊าซธรรมชาติในอัตราที่สูงกว่า 60% ของไฟฟ้าที่ใช้ได้มาจากโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จึงทำให้มีความเสี่ยงทั้งทางด้านซัพพลายและด้านราคาเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ ศ.พรายพล ยังกล่าวอีกว่า ในอนาคตการใช้พลังงาน ของโลกรวมทั้งประเทศไทยจะอยู่ในรูปแบบไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานั้นใช้ไฟฟ้าในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าทั้งในบ้านหรือตอนอยู่ข้างนอก จริงอยู่ที่ในปัจจุบัน เราใช้รถยนต์ใช้น้ำมันแต่ในอนาคตอันไม่ไกลจะต้องเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนี้คือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นของโลกมนุษย์จะใช้พลังงานในรูปไฟฟ้ามากขึ้นเพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องของการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้านั้น จะเป็นประเด็นที่สำคัญต่อภาคพลังงานและต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บัณฑิต สะเพียรชัย
บัณฑิต สะเพียรชัย

บัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) BCPG กล่าวว่า BCPG เป็นบริษัทในเครือบางจาก ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งในวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยจะได้ใช้พลังงานสะอาด และยกระดับศักยภาพของคนในชุมชนเพื่อให้เจริญเติบโตและมั่นคง

“รูปแบบพลังงานใหม่ๆ เราสามารถจะเป็นผู้ผลิตที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ที่สำคัญยังได้พลังงานที่ถูกลงและสะอาดขึ้น และหากเหลือใช้ยังสามารถขายให้กับระบบการไฟฟ้าได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นแผน PDP จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ไฟว่า เราสามารถเป็นเจ้าของไฟฟ้าเองและยังใช้ไฟฟ้าที่ถูกลง”

บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า การสร้าง Energy Economy หรือ รูปแบบของเศรษฐศาสตร์พลังงานใหม่ๆ พลังงานแห่งอนาคตนั้นคือพลังงานไฟฟ้า น้ำมันจะใช้น้อยลง พลังงานที่ผลิตขึ้นมาจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังจะทำให้การใช้พลังงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ใช่เป็นการนำมาใช้แล้วทิ้งไป แต่สามารถแลกเปลี่ยนและซื้อขายกันได้ เป็นการสร้างความยั่งยื่นให้กับประเทศและคนภายในประเทศยังได้ใช้พลังงานที่สะอาดอีกด้วย

ซึ่งเห็นได้ชัดว่าแผน PDP นี้ จะเป็นแผนที่เพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในเรื่องของพลังงาน และสามารถสร้างการเติบโตพร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างมั่นคง ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และอีกเรื่องที่แผน PDP ให้ความสำคัญนั้นคือเรื่องของพลังงาน ที่คนในประเทศไทยจะได้ใช้พลังงานที่สะอาด ถูกลง และยังสามารถเป็นเจ้าของไฟฟ้าได้เอง และในแผนนี้ยังมีเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย


Source: นิตยสาร Electricity & Industry Magazine ปีที่ 26 ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2562 คอลัมน์ Special Scoop
โดย กองบรรณาธิการ