ภาครัฐจับมือเร่งสร้างบุคลากร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของภาคอุตสาหกรรมทางหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษาจึงเกิดแนวคิดร่วมพัฒนาบุคลากรระดับกลางในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเน้นเร่งสร้างนวัตกรรมร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภาครัฐจับมือเร่งสร้างบุคลากร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ด้วยแนวคิดดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จึงจับมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry : Sci-FI)” ประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบด้วยกำลังคนแบบ Tailor-Made โดยระยะแรกเน้นการสร้างบุคลากรระดับกลางในอุตสาหกรรม (Middle Manager) ที่มีความสามารถตรงกับตำแหน่งที่อุตสาหกรรมต้องการ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการความสามารถด้าน Process Improvement และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสามารถด้าน Product Design ส่วนในระยะยาวเน้นการพัฒนากำลังคนให้สามารถเติบโตได้ด้วยจากความรู้ความสามารถแบบสหสาขาวิชา (Multidisciplinary) ทั้งเชิงเทคนิคและเชิงการบริหารจัดการ

ในการดำเนินการนั้นจะนำร่องโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) ของ สวทช. โดยมี สวทน. ร่วมสนับสนุนผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกัน ทั้งด้านกำลังคนและการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแก่ภาคอุตสาหกรรม โครงการ Sci-FI นี้จะเป็นรากฐานของการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นควบคู่กับการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในสถานศึกษาเพื่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โครงการ Sci-FI

โครงการ Sci-FI จะรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ เพื่อทำงานในสถานประกอบการเป็นระยะเวลา 2 ปี ในตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกร ผู้ช่วยหัวหน้างาน หรือผู้ช่วยหัวหน้าแผนกกับสถานประกอบการที่มีความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือออกแบบ ทดลอง ทดสอบ หรือวิจัยนวัตกรรมใหม่ ในขณะเดียวกัน นิสิต Sci-FI ก็จะเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry : Sci-FI) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการทำงาน

ทั้งนี้ ระหว่างโครงการระยะเวลา 2 ปี คณาจารย์โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม, โครงการ Sci-FI, หลักสูตร Sci-FI สามารถให้คำปรึกษา ร่วมดำเนินการ หรือร่วมพัฒนา ปรับปรุงทดสอบ และร่วมวิจัยในหัวข้อที่สถานประกอบการสนใจได้ ซึ่งจะถือเป็นส่วนของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท

ด้วยแนวทางดังกล่าว โครงการ Sci-FI จึงต่างจากการฝึกงานทั่วไป โดยปกติแล้วการฝึกงานระยะสั้นจะไม่สามารถทำให้นิสิตปฏิบัติงานได้เช่นพนักงานทั่วไป และความสนใจของนิสิตในการฝึกงานจะมีน้อย เนื่องจากเมื่อหมดระยะเวลาการฝึกงานแล้วก็ต้องกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย แต่ Sci-FI กำหนดให้นิสิตปฏิบัติงานให้สถานประกอบการเป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้นิสิต Sci-FI ปฏิบัติงานให้แก่สถานประกอบการได้อย่างคุ้มค่ากับทรัพยากรที่สถานประกอบการลงทุน โดยสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายค่าตอบแทนนิสิตเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงด้วย

โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry : Sci-FI)

นับว่ารูปแบบของโครงการ Sci-FI เป็นการพลิกโฉมแนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการอยา่ งแท้จรงิ โดยสถานประกอบการจะได้บุคลากร (นิสิต) ที่มีทักษะตรงกับงานมาปฏิบัติงานเต็มเวลา รวมถึงร่วมแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้านต่างๆ ร่วมกับบุคลากรในสถานประกอบการเอง โดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีหรืออาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการรูปแบบดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางบวกใหกับภาคอตุ สาหกรรมและมหาวิทยาลัยมากกว่าการนำเพียงโจทย์วิจัยจากสถานประกอบการมาทำวิจัยในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และยังสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้ศึกษาจบในระดับปริญญาตรี จาก “เรียนจบตรีแต่ไม่รู้จะทำอะไร” มาเป็น “เรียนต่อโทและทำงานในอุตสาหกรรม” ได้อีกด้วย

บัณฑิต เอื้ออาภรณ์
ศ. ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์

ศ. ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการ Sci-FI นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาวิจัยขั้นสูงที่ตอบรับความต้องการด้านกำลังคนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศผ่านการสร้างฐานรากนวัตกรรมที่เข้มแข็ง มีการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา องค์การด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนโยบายของรัฐ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่เชิงอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานการต่อยอดจากการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เป็นหนึ่งในโครงการต้นแบบ (Prototype) นวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมชั้นนำที่มุ่งสร้างสรรค์ความรู้และผลผลิตจากการศึกษาวิจัย รวมถึงการพัฒนาบัณฑิตที่เป็นนวัตกรรมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นก้าวแรกของการมุ่งสู่ระบบการศึกษา Thailand 5.0 และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลแก่สถาบันการศึกษาผ่านเครือข่ายความร่วมมือ

“จุฬาฯ จะพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการและหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ ในระยะแรกมุ่งเน้นการแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรมผ่านการทำวิจัยของนิสิตที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการและระยะยาวมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านนวัตกรรมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs) พร้อมทั้งจะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้อาจารย์/บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญได้เข้าร่วมโครงการ โดยใช้กลไกการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทในการพัฒนางานนวัตกรรมอุตสาหกรรม ร่วมกับสถานประกอบการ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ/หรือการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อันนำไปสู่เครือข่ายความร่วมมืองานวิจัยที่เพิ่มขึ้นทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม” ศ. ดร.บัณฑิต กล่าว

กิติพงค์ พร้อมวงค์
ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคก้าวกระโดดที่ต้องการกำลังคนที่มีความรู้หลากหลายด้านและสามารถผสมผสานกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ให้กับสถานประกอบการ แต่ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการได้ในทันทีภายหลังที่สำเร็จการศึกษา ทำให้สถานประกอบการประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถและทักษะเฉพาะด้านโดยเฉพาะบุคลากรระดับกลาง (Middle Manager/Engineer) ในสถานประกอบการ ที่ต้องการผู้ที่มีความรู้ทั้งด้านกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม (Production Process) และการบริหารจัดการเทคโนโลยี (Technology Management) ทำให้ยากต่อการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ (Product-Process of Innovation)

“จากการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวัฒนธรรม ทำให้พบว่าคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดและทัศนคติในการทำงานแตกต่างจากเดิม มองหาโอกาสและความท้าทายมากขึ้น ทำให้การทำงานแบบดั้งเดิมในระบบที่เป็นการแยกส่วนมองไม่เห็นความเชื่อมโยงทั้งกระบวนการและใช้เวลานานในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่เป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ เกิดปัญหาการเปลี่ยนงานในระยะเวลา 1-2 ปีแรกสูง ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการพัฒนากำลังคนสูงขึ้น ดังนั้น หากสามารถพัฒนารูปแบบความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมและการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบที่เข้ากันได้อย่างพอดี ทั้งในด้านทัศนคติการทำงาน และระบบที่ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะไปพร้อมกัน จะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้ในระดับประเทศ” ดร.กิติพงค์ กล่าวเพิ่มเติม

ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล

ส่วน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความรว่ มมอื ในครั้งนี้ถอื เปน็ การขยายการดำเนินงานร่วมกับภาคการศึกษาหลักของประเทศ ในโครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry : Sci-FI) ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับ สวทน. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมระดับกลาง โดย สวทช. จะใช้กลไกของ ITAP (หน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่ช่วยให้ SME สามารถทำนวัตกรรมได้ รวมทั้งยกระดับเทคโนโลยีการผลิต โดยมีภารกิจในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Technology Service Providers) กับผู้ใช้เทคโนโลยี (Technology Users) ในรูปแบบของการจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเข้าไปให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาถึงในโรงงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งนี้ การดำเนินโครงการประกอบด้วย ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ประกอบการ ขั้นตอนการวินิจฉัยปัญหาเบื้องต้น และการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกรายบริษัท ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการประเมินผลโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สถานประกอบการ และนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริหารโครงการ Sci-FI คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ. ดร.ประเสริฐ เรียบร้อยเจริญ


Source: Electricity & Industry Magazine ปีที่ 26 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน 2562