ทุนจีนจ่อยึด EEC เล็งหาพื้นที่หมื่นไร่ ป้อนกลุ่มทุน 10 อุตสาหกรรมและตั้งเมืองใหม่

กลุ่มทุนจีนจ่อยึดลงทุนพื้นที่ EEC รุกเจรจา กนอ. และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ต้องการเป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ 1 หมื่นไร่ เล็งป้อนต่อผู้ประกอบการชาติเดียวกันใน 10 อุตสาหกรรม พร้อมตั้งเมืองใหม่ กนอ. ยันหาพื้นที่ยากและติดข้อกฏหมาย ด้าน WHA ได้โอกาสดึงเป็นเป็นพันธมิตรร่วมทุน

ทุนจีนจอยึด EEC เล็งหาพื้นที่หมื่นไร่ ป้อนกลุ่มทุน 10 อุตสาหกรรมและตั้งเมืองใหม่

นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (อีอีซี) เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักสำคัญทั้ง 5 โครงการ มูลค่ากว่า 6.5 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูล และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 29 เมษายนนี้

จากความคืบหน้าดังกล่าว ส่งผลนักลงทุนเริ่มสนใจเข้าลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจีน ที่มีแผนเข้ามาลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหรกรมเป้าหมายแล้ว ทั้งยังสนใจเขามาเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่ EEC โดยได้ติดต่อผ่านภาครัฐอย่างการนิคมอุคสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเอกชนที่ดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยต้องการจัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อนำไปพัฒนาแบ่งขายให้กับกลุ่มนักลงทุนจีนด้วยกันเอง ที่จะเข้ามาลงทุนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาเป็นพื้นที่เมืองใหม่อัจฉริยะ

โดย นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มนักลงทุนภายใต้รัฐบาลจีน ได้ส่งตัวแทนติดต่อ กนอ. ให้จัดกาที่ดินแปลงใหญ่ ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นไร่ ในเขตพื้นที่ EEC เพื่อนำไปพัฒนารอรับกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงการตั้งเมืองใหม่อัจฉริยะ โดยล่าสุดยังไม่ได้ตกลงว่าจะหาพื้นที่ได้หรือไม่ เนื่องจากพื้นที่แปลงใหญ่เป็นพื้นที่สีม่วงทีตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ในเขต EEC ค่อนข้างหายาก ซึ่งจะต้องรอให้มีการประกาศผังเมืองรวมอีอีซีฉบับบใหม่ ที่อยู่ระหว่างจัดทำให้แล้วเสร็จก่อน ถึงจะทราบได้ว่ามีพื้นที่อยู่บริไหนบ้าง

ด้าน นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มนักลงทุนจีนมีความประสงค์ที่ต้องการเป็นเจ้าของที่ดินในอีอีซี มากกว่าจะเข้ามาซื้อที่ดินในนิคม ซึ่งในส่วนนี้มองว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดข้อกฎหมายที่ต่างชาติไม่สามารถจัดซื้อที่ดินได้เอง 100% หากจีนต้องการที่ดิน ก็จะต้องเป็นการร่วมลงทุนกับทางฝ่ายไทย ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทก็ได้รับการติดต่อเข้ามาแล้วหลายราย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมทุนกับฝ่ายใด

ขณะที่ นายพีระ ปัทมวรกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 แห่ง พื้นที่ราว 6 พันไร่ ในจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ที่ดินในพื้นที่อีอีซีทั้ง 3 จังหวัด เป็นที่ต้องการของนักลงทุนจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาที่ดินเอง เพื่อรองรับนักลงทุนจีน ที่จะขยายฐานการผลิตออกมานอกประเทศ จากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ระบุว่า ที่ดินเหมาะแก่การพัฒนา เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม ในพื้นที่อีอีซีควรอยู่บริเวณ อำเภอสัตหีบ ,บ้านฉาง, บ้านค่าย ระหว่างจังหวัดระยอง ลงมาถึงพัทยา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากมีศักยภาพสูง ใกล้แหล่งน้ำของหน่วยงานราชการ โครงสร้างพื้นฐานรัฐ มีแปลงที่ดิน รอพัฒนา

ขณะเดียวกันราคาที่ดินดิบยังไม่สูงเฉลี่ยประมาณ 5 แสนบาท-กว่า 1 ล้านบาทต่อไร่ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว แต่อนาคตหากผังเมืองใหม่ปรับเป็นพื้นที่สีม่วง ราคาจะขยับขึ้นไปเป็น 2 ล้านบาทต่อไร่ เป็นต้น ปัจจุบันนักลงทุนรายใหญ่จับจองพื้นที่ได้แก่ ซี.พี.แลนด์ WHA และอมตะ เป็นต้น

ส่วนที่ดินในจังหวัดชลบุรีจะมีราคาแพง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณศรีราชา ราคาตั้งแต่ไร่ละ 5-8 แสนบาท ไปจนถึง 2 ล้านบาทต่อไร่ เช่นเดียวกับฉะเชิงเทรา ราคาที่ดินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด ไปยังอำเภอรอบนอก หากพัฒนาระบบสาธารณูปโภค บวกต้นทุนที่ดิน 15-20% ราคาขายในนิคมอุตสาหกรรม จะเฉลี่ยถึง 5 ล้านบาทต่อไร่